Change Language :
Video
OUR TEAM
  • นพ.ชุมพล วงศ์ประทีป
    ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการแพทย์

  • นพ.วรวิทย์ กิติศักดิ์รณกรณ์
    รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์สมุทัยเวชศาสตร์

NEWS AND ACTIVITIES
Page> < Prev Next >
> เสาวลักษณ์ ปราบปัญจะ <

Mind Oasis @ Jirung Health Village
เปิดประสบการณ์ใหม่ ในการดูแลสุขภาพ



ใครที่เป็นนักเดินทางตัวยง…เดินทางท่องเที่ยวไปแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แต่ถ้ายังไม่เคยมาเที่ยวที่นี่ เห็นทีว่าคุณคงพลาดอะไรบางอย่างแล้วล่ะ โดยเฉพาะคนที่รักสุขภาพทั้งหลาย ส่วนใหญ่เรามักจะพา “กาย” ของเราไปพักผ่อนกันใช่ไหมคะ แต่สำหรับสถานที่ที่ดิฉันจะพาคุณไปนี้ เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการพักกายและพักใจเป็นที่สุด โดยเฉพาะด้านจิตใจ ฉันบอกได้เลยว่าที่นี่มีบางอย่างที่ไม่เหมือนใครเลยทีเดียว

ฉันก็เป็นเหมือนมนุษย์งานคนหนึ่ง ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเช้าจรดเย็น เพื่อหวังว่าสักวันจะมีเงินเก็บสักก้อนไว้ใช้ยามแก่ ชีวิตในแต่ละวันจึงผ่านไปกับอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย เดี๋ยวเครียด เดี๋ยวโกรธ ผสมปนเปไปกับความหงุดหงิดรำคาญ ความกดดัน บางครั้งก็รู้สึกซึมเศร้าหดหู่โดยไม่รู้ตัว ตอนแรกฉันคิดว่า ไม่เห็นเป็นไรเลย ใครๆเขาก็เป็นกัน แต่พอนานๆเข้าก็รู้สึกว่าทำไมชีวิตถึงมีความสุขยากขึ้นทุกที จะยิ้มแต่ละทีก็ยังยาก อารมณ์ก็ขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยรู้สึกว่าจิตใจของตัวเองโล่งโปร่งอย่างแท้จริงสักที

นี่ยังไม่นับอาการปวดหัว เมื่อยตัว คลื่นไส้อาเจียน ที่คุณหมอวิเคราะห์ว่าฉันน่าจะเป็นโรคออฟฟิศ ซินโดรม หรือโรคของคนทำงานสมัยใหม่ที่มักจะมากับอาการเจ็บนั่นป่วยนี่โดยไม่ทราบสาเหตุนั่นเอง เมื่อคิดได้ว่าอาการของตัวเองชักจะรุนแรงขึ้นทุกวัน ฉันจึงตั้งใจที่จะปิดสวิตช์การทำงานของตัวเองสัก 4-5 วันเพื่อเดินทางไปพักผ่อน แต่จะเป็นที่ไหนนั้น ตอนแรกฉันยังไม่แน่ใจ จนกระทั่ง
ลองเสิร์ชหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตด้วยการพิมพ์คำว่า “รีสอร์ทและสุขภาพ” จึงพบกับคำว่า จีรัง เฮลธ์ วิลเลจ และ จีรัง คลินิก

สำหรับจีรัง เฮลธ์ วิลเลจ นั้นอยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจีรัง คลินิกนั้นอยู่ที่อาคารว่องวานิช พลาซ่า ทั้งสองแห่งบริหารงานโดยคุณล้วนชาย ว่องวานิช ลูกชายของดร.บุญยง ว่องวานิช แกนนำผู้ก่อตั้งยุวพุทธิกสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ นั่นเอง ด้วยความที่อยากเดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัด ฉันเลยตัดสินใจไป จีรัง เฮลธ์ วิลเลจทั้งที่ไม่มีข้อมูลอะไรมากนัก รู้แต่เพียงว่า ไหนๆก็อยากไปเที่ยวเชียงใหม่อยู่แล้ว ก็น่าจะหาโอกาสนี้ดูแลสุขภาพไปเสียเลย เพราะที่นี่เขาบอกไว้ว่าเป็น “ศูนย์บำบัดสุขภาพแบบองค์รวม” มีทั้งแพทย์แผนตะวันตก แพทย์ทางเลือกที่เน้นการแพทย์แผนไทย และพุทธวิธีในการดูแลสุขภาพ ซึ่งเรียกว่า “จีรัง ไตรเวชศาสตร์” ใช้วิธีบำบัดโรคโดยการค้นหาให้พบถึงสาเหตุของความเจ็บป่วยนั้นๆ แล้วจึงมาบำบัด รักษา และฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวมทั้งกายและใจ

ก่อนวันเดินทางฉันชวนน้องสาวไปด้วย โชคดีที่น้องเป็นคนชอบทดลองดูแลสุขภาพแบบใหม่ๆอยู่แล้ว…สปา รีสอร์ทที่ไหนใครว่าดี น้องสาวของฉันมักจะเป็นคนไปทดลองใช้บริการก่อนเป็นคนแรก หลังจากนั้นเธอก็จะมาเล่าถึงข้อดีข้อเสียต่างๆให้ฟัง เราสองพี่น้องจึงกลายเป็นคู่หูออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันบ่อยๆ แต่คราวนี้ ฉันมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะบำบัดอาการเจ็บป่วยของตัวเอง และได้แต่ภาวนาว่าขอให้สถานที่ที่ฉันจะไปครั้งนี้ ช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจของฉันด้วยเถิด

รับพลังจากธรรมชาติ ที่จีรัง เฮลธ์ วิลเลจ
จากสนามบินจังหวัดเชียงใหม่ เราใช้เวลาในการเดินทางไปยังจีรัง เฮลธ์ วิลเลจ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น
เชียงใหม่หน้าหนาวอากาศเย็นสดชื่นสบาย ยิ่งเมื่อได้เข้ามายังบริเวณที่เป็นรีสอร์ท ซึ่งเป็นเนินเขาปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าด้วยแล้ว ยิ่งสัมผัสได้ถึงความสงบร่มเย็นของที่นี่
พลังของธรรมชาติที่โอบล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้ คงจะมีอานุภาพมากจริงๆ เพราะทันทีที่เราลงจากรถ ทั้งแสงแดด สายลม สายน้ำ และพื้นดินของที่นี่เหมือนจะรวมตัวกันเพื่อสร้างความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งเบาให้กับร่างกายและจิตใจที่หนักอึ้งของฉัน

หลังจากนั้นพนักงานหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส แต่งกายด้วยชุดไทยล้านนาก็เชื้อเชิญให้ดื่มเวลคัมดริ้ง ซึ่งเป็นน้ำสมุนไพรจากธรรมชาติ วันนี้เป็นน้ำมะตูมเย็นชื่นใจ และรสชาติก็ไม่หวานจนเกินไปนัก นอกจากนั้นยังมีบริการนวดผ่อนคลายในแบบ Welcome massage คนละ 15 นาทีให้อีกด้วย เรียกว่าประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงกันเลยทีเดียว

เริ่มเข้าสู่ขั้นตอนดูแลสุขภาพ เมื่อนั่งพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว พนักงานก็พาเราสองคนพี่น้อง ขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นบนของอาคาร Sanctuary เพื่อเข้าสู่โปรแกรมดูแลสุขภาพ ที่เริ่มต้นจากการวิเคราะห์สุขภาพแบบองค์รวม (Jirung Health Analysis System) ซึ่งเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่คิดค้นขึ้นโดยที่นี่ โดยมีคุณหมอใจดีอย่างศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉลียว ปิยะชน และแพทย์ท่านอื่นๆคอยให้คำแนะนำ

สำหรับนายแพทย์เฉลียว ต้องบอกว่าเป็นคุณหมอที่มีอายุ 70 กว่าปีแต่หน้าตายังสดใส พูดจาไพเราะนุ่มนวล แถมยังเป็นหมอแผนปัจจุบันที่สนใจการแพทย์ทางเลือกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะศาสตร์ด้านอายุรเวท ซึ่งยิ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ฉันได้ว่า “ฉันมาถูกที่ถูกทางแล้ว” เพราะเท่าที่ฉันรู้มามีคุณหมอแผนปัจจุบันน้อยคนที่จะสนใจการแพทย์ทางเลือก
นอกจากจะเล่าอาการเจ็บป่วยต่างๆของตัวเองให้คุณหมอฟังแล้ว เจ้าหน้าที่ยังแนะนำให้ฉันและน้องสาวชั่งน้ำหนัก เพื่อวัดมวลกระดูก มวลไขมัน และปริมาณน้ำในร่างกาย ทั้งหมดนี้เพื่อการสำรวจสภาพร่างกายว่ามีส่วนไหนต้องดูแลเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง

หลังจากนั้นก็จะมีการเจาะเลือดจากนิ้ว (ไม่เจ็บเลยสักนิด เพราะคุณพยาบาลของที่นี่เธอใช้เทคนิคให้เรากระแอมไอเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ซึ่งใช้ได้ผลดีจริงๆ) ขั้นตอนนี้เป็นการเช็คความสมบูรณ์แข็งแรงของเกร็ดเลือด (Live Blood Analysis) เพื่อดูว่าร่างกายของเราแข็งแรงมากแค่ไหน มีอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการทำให้คนเราแก่หรือไม่ เม็ดเลือดขาวที่คอยดักจับเชื้อโรคมีมากแค่ไหน ที่สำคัญยังบ่งบอกว่าที่ผ่านมาดูแลสุขภาพตัวเองดีพอหรือยัง ถ้ายังไม่ดีพอ สาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง ซึ่งคุณพยาบาลจะคอยอธิบายให้ฟังอย่างละเอียด หลังจากเจาะเลือด และนำผลเลือดไปสแกนวิเคราะห์ผ่านจอคอมพิวเตอร์ ภายในไม่กี่วินาที เราก็จะเห็นหน้าตาของเกร็ดเลือดของตัวเองซึ่งมีหน้าตาเป็นวงกลมหลายวง บ้างก็ซ้อนกันอยู่ บ้างก็กระจายตัวออกจากกัน
คุณพยาบาลบอกว่าถ้าเกร็ดเลือดซ้อนกันเป็นชั้นๆแสดงว่าสุขภาพไม่ค่อยดีมากนัก แต่ถ้าเกร็ดเลือดกระจายตัวไม่ซ้อนกัน แสดงว่าสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี

ส่วนสาเหตุที่ทำให้สุขภาพไม่ดีอาจมาจากการนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มน้ำน้อยเกินไป มีความเครียด ออกกำลังกายไม่เพียงพอ ส่วนความคมชัดของเกล็ดเลือดแต่ละวงก็บ่งบอกถึงอนุมูลอิสระในร่างกายว่ามีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีมากก็ทำให้ร่างกายเสื่อมเร็ว นำไปสู่ความเจ็บป่วยและความแก่ชราได้ง่ายนั่นเอง

เมื่อเสร็จจากขั้นตอนนี้แล้ว พนักงานพาเราไปยังห้องที่อยู่ตรงข้าม เพื่อตรวจธาตุเจ้าเรือน โดยตรวจดูจากวันเดือน ปี เกิด เมื่อทราบว่าเราเป็นคนธาตุดิน น้ำ ลม หรือไฟ แล้วที่นี่ก็จะได้จัดอาหารและที่พักตามธาตุของเรา สำหรับที่พักของที่นี่ มีอยู่สองแบบคือแบบ Family Suite กับแบบ Villa suite สำหรับแบบแรก เหมาะสำหรับคนที่มากันเป็นครอบครัว เพราะจะมี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ มีห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร ส่วนที่ใช้สำหรับทำอาหาร และระเบียงส่วนตัวไว้ให้บริการ

ส่วนแบบหลัง ที่ฉันกับน้องสาวได้ใช้บริการนั้น ต้องบอกว่าอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมาก ๆได้ยินเสียงน้ำตกไหลดังซ่าๆอยู่ตลอดเวลา สร้างความสดชื่นกระชุ่มกระชวยได้เป็นอย่างดี เมื่อมองออกไปนอกระเบียงก็ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งเล่นอยู่บนภูเขา เพราะเห็นต้นไม้ใบหญ้าในมุมสูง ทะเลสาบด้านล่าง และเนินเขาที่มีถนนคดเคี้ยวลาดยาวไปจนจด “เรือนไม้หอม” ซึ่งเป็นส่วนของห้องอาหารเพื่อสุขภาพ ที่จัดเตรียมอาหารตามธาตุไว้ให้เราระหว่างที่มาพักที่นี่

ก่อนเข้าห้องพัก พนักงานของที่นี่เล่าให้ฟังว่า บ้านพักแต่ละหลังมีการตกแต่งห้องด้วยสีที่แตกต่างกันไป อย่างห้องธาตุไฟที่ฉันพักกับน้องสาว เป็นบ้านพักชั้นเดียวหลังกะทัดรัด รูปแบบไทยล้านนา 1 ห้องนอน ห้องอาบน้ำแบบเปิดรับธรรมชาติ และมีศาลาส่วนตัว ตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้สีแดง ส่วนธาตุน้ำจะตกแต่งห้องด้วยสีเขียว ธาตุลมสีฟ้า ธาตุดินสีน้ำตาล

ทำไมที่นี่จึงเป็น Mind Oasis

หลังจากเจ้าหน้าที่พาชมรอบๆบริเวณบ้านพักแล้ว ฉันและน้องสาวสงสัยว่าทำไมที่นี่จึงเป็น Mind Oasis พนักงานจึงเล่าให้ฟังว่าที่นี่มีโปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูจิตใจ ที่ผสานความรู้ของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไว้หลายวิธี เรียกเป็นขั้นตอนง่ายๆว่าเริ่มจากการผ่อนคลายจิตใจ ด้วยวิธีการทำสปา อโรมาเธอราปี การนวดผ่อนคลาย การแช่น้ำร้อน มิวสิคเธอราปี การอบตัวด้วยสมุนไพร การกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือน ฯลฯ หลังจากนั้นจะเป็นการชำระล้างจิตใจ ตามแบบฉบับของจีรัง เพื่อขจัดสิ่งไม่ดีออกจากจิตใจ ด้วยวิธีการบำบัดที่เรียกว่า สมาธิเหวี่ยง (Active Meditation) และตามมาด้วยการพัฒนาฝึกฝนเพื่อฟื้นฟูจิตใจ ด้วยจินตภาพบำบัด หัวเราะบำบัด และการออกกำลังกายด้วยฟ้อนเจิง ชี่กง โยคะ การฝึกสมาธิ การฝึกจริต

ฟังแล้ว ฉันและน้องยังไม่เห็นภาพ เช้าอีกวันเลยต้องขอลองโปรแกรมการดูแลสุขภาพที่ว่านี้ แต่จะให้ทำทั้งหมดที่ว่ามา เห็นทีว่าจะเยอะเกินไป ฉันและน้องจึงเลือกทำกิจกรรมบางอย่างที่เหมาะกับตัวเอง เราสองคนเริ่มจากการผ่อนคลายจิตใจด้วยการนวดสปา แบบ Thai Healing Massage ซึ่งถือเป็น Jirung Signature เลยทีเดียว มีทั้งนวดไทย นวดสวีดิช ผสมกันไป ให้ความผ่อนคลายได้ดีมาก ที่สำคัญคนนวดยังอู้คำเมืองได้ไพเราะเพราะพริ้งสมกับที่เป็นคนเมืองเหนือแท้ๆ

ฉันสังเกตว่า นอกจากป้าแก้ว มือนวดอันดับหนึ่งแล้ว ที่นี่ยังมีพนักงานส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมืองอีกด้วย เวลาเดินไปส่วนไหนของรีสอร์ท จึงมักจะได้รับบริการพร้อมรอยยิ้ม และคำทักทายที่แสดงถึงความจริงใจทุกครั้ง

เรียนรู้การทำสมาธิเหวี่ยง (Active Meditation)

หลังจากอิ่มอกอิ่มใจกับบรรยากาศและอัธยาศัยไมตรีของผู้คนแล้ว เย็นนั้นฉันและน้องสาวก็เข้าสู่การดูแลสุขภาพขั้นต่อไปซึ่งเป็นการชำระล้างจิตใจ ด้วยสมาธิเหวี่ยง สมาธิเหวี่ยง เป็นอย่างไรฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน โชคดีที่ครั้งนี้มีโอกาสได้เจอคุณล้วนชาย ว่องวานิช ซึ่งได้ช่วยอธิบายให้ฟังว่า
“สมาธิเหวี่ยง (Active Meditation) เป็นองค์ความรู้ที่ผมได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้รู้และครูบาอาจารย์ คือพระอาจารย์รัตน์ รตนญาโณ และพ่อครูบัญชา ตั้งวงษ์ไชย ซึ่งท่านทั้งสองได้ฝึกวิธีนี้จนเห็นผลดี โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ การแก้ปัญหาของอารมณ์ที่ติดค้างอยู่ในใจ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรค ที่ผ่านมาเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ผมจึงร่วมกับท่านผู้รู้พัฒนาความรู้ในเรื่องนี้โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น

“ปัจจุบัน จากข้อมูลต่างๆ ผมมั่นใจว่า โรคภัยไข้เจ็บของคนเรามีสาเหตุมาจากจิตใจ จากอารมณ์ด้านลบที่สะสมจนกลายเป็นความเครียด หลายคนเครียดแบบไม่รู้ตัว แต่จิตสำนึกของเรารู้ ดังนั้นตะกอนของความเครียดจึงสะสมอยู่ใต้จิตสำนึกของเรา ดังนั้นใครก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ หรือเยียวยาตัวเองจากโรคภัยไข้เจ็บก็ต้องมาตั้งต้นกันที่จิตของตัวเองก่อน”
โดยสิ่งสำคัญที่คุณล้วนชายเน้นย้ำในการนำสมาธิเหวี่ยงมาปรับใช้ในการดูแลสุขภาพที่รีสอร์ทแห่งนี้ คือ สมาธิเหวี่ยงเป็นเรื่องของการล้างพิษทางอารมณ์ ไม่อิงและไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาแต่อย่างใด อีกทั้งยังเป็นเทคนิคสากล ซึ่งเป็นการออกกำลังกายทางจิต ชะล้างพิษที่อยู่ในจิตและอารมณ์เพื่อช่วยให้จิตใจสุขสงบ สบาย สุขภาพแข็งแรงขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นการดูแลตัวเองด้วยวิธีนี้จึงสามารถใช้ป้องกันและเยียวยาความเจ็บป่วยต่างๆได้ เพราะเป็นแนวทางที่ช่วยให้จิตใจผ่อนคลาย ช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น รวมทั้งยังช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลักษณะนิสัยที่เป็นตัวก่อโรคทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญถือเป็นวิธีการดูแลสุขภาพแบบพึ่งตนเองที่ดีอีกวิธีหนึ่งด้วยนั่นเอง

ขั้นตอนการทำสมาธิเหวี่ยง

สำหรับวิธีการในการทำสมาธิเหวี่ยงนั้น คุณล้วนชายเล่าให้ฟังจากประสบการณ์ของตัวเองว่า
“วิธีการจะเริ่มจากการนั่งในท่าที่สบายที่สุด หลับตาเบาๆ หลังจากนั้นใช้เสียงเพลงเป็นสื่อ ทำความรู้สึกได้ยินที่หู มารู้ที่ใจ กลับไปที่หู แล้ววนกลับมารู้ที่ใจเป็นรอบๆรอบละ 1 วินาที เมื่อนำจิตของเราไปสู่ความสงบนิ่งแล้วจะรู้ว่าข้างในตัวเรามีแรงเหวี่ยงมีแรงหมุนอยู่ ประกอบกับการที่เรามีเจตนาที่จะช่วย โดยใช้ร่างกายหมุนไปพร้อมๆกับการฟังเพลงเราก็จะรู้สึกถึงแรงเหวี่ยงที่อาจจะแรงขึ้นๆ จนกลายเป็นพลังลมปราณ พลังที่ว่านี้จะพาเราไปสู่จุดไหนนั้นขอให้เราตั้งสติแล้วดู ดูไปเรื่อยๆแล้วเราจะรู้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องมาบอกกันล่วงหน้าว่าจะเจออะไร
“แรกๆที่เราปฏิบัติอาจต้องใช้แรงช่วยเหมือนการเข็นรถ รถจอดไว้นานๆสตาร์ทไม่ติด เราต้องเข็นนิดหนึ่งพอรถเริ่มสตาร์ทติดแล้วก็ไปได้เลย ตอนแรกอาจจะวิ่งวนไปช้าๆ ร่างกายก็โยกตามไปเรื่อยๆ พออาการวนเริ่มคล่องตัวขึ้นเรื่อยๆตามลำดับเราก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ อย่าดึงมันไว้ ให้จิตมีส่วนร่วมทุกจุดของการวิ่งวน เมื่อทำเสร็จแล้วจะรู้สึกว่าตัวเบา โล่งสบายเหมือนได้ปลดปล่อยตะกอนในใจออกจากตัว ”
อย่างไรก็ตาม ในครั้งแรกๆที่ทำสมาธิเหวี่ยงคุณล้วนชายบอกว่าควรมีโค้ชคอยให้คำแนะนำ หลังจากนั้นเมื่อทำได้แล้วก็สามารถนำกลับไปทำที่บ้านได้ต่อไป

สมาธิเหวี่ยง เปิดประสบการณ์ใหม่ในการดูแลสุขภาพ

เมื่อได้รับความรู้เกี่ยวกับสมาธิเหวี่ยงมาพอสมควรแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการลงมือปฏิบัติ คราวนี้ฉันและน้องสาวเริ่มต้นด้วยการทำใจให้เปิดกว้าง เหมือนเด็กน้อยที่กำลังจะเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ แม้จะมีความตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ก็คิดว่า “เอาน่า เขาให้ทำอะไรก็ทำตาม แค่นั้นเอง”
เมื่อนั่งในท่าขัดสมาธิ หลับตา และปล่อยจิตใจให้ผ่อนคลายสบายๆไปกับเสียงเพลงที่พนักงานของที่นี่จัดเตรียมไว้ ประมาณ 20 นาทีหลังจากนั้น ฉันก็รับรู้ได้ถึงแรงเหวี่ยงที่อยู่ในอก
ตอนแรกแรงเหวี่ยงรัวเร็วเหมือนตีกลอง แต่หลังจากนั้นก็ประสานกันเป็นเนื้อเดียวจนกลายเป็นอาการเหวี่ยงที่นุ่มนวล และค่อยๆหมุนจากส่วนอกขึ้นไปยังส่วนบนของร่างกาย ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงต่อมน้ำตา และตอนนี้นี่เองที่เหมือนมีแรงปะทะมากมายมหาศาลกระแทกเข้าไปที่ต่อมน้ำตา ทำให้น้ำตาไหลสะบัดจากหัวตาไปถึงหางตาเลยทีเดียว แล้วหลังจากนั้น ฉันก็เห็นตัวเองกำลังร้องไห้ในลักษณะอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ฉันร้องไห้เหมือนเด็กเล็กๆ เสียงโฮๆ ของฉันพร้อมกับน้ำตาที่เปียกชื้น มือที่เย็นเฉียบ และอาการชาที่มือ บอกให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันไม่ใช่ “การคิดไปเอง” แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันจริงๆ
หลังทำสมาธิเหวี่ยงเสร็จแล้ว ฉันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายในทันที รู้สึกสดชื่น เวลามองอะไรช่างสดใสไปหมด ต้นไม้ แสงแดด ดูจะสดชื่นมีชีวิตชีวาเหลือเกิน
นี่กระมังที่เขาเรียกว่าเป็นการดีท็อกซ์ใจ เมื่อใจโล่งโปร่งสบาย กายก็พลอยรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตามไปด้วย อาการทางกายที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ก็หายราวปลิดทิ้ง ทั้งอาการปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดศีรษะโดยไม่ทราบสาเหตุ รวมทั้งจิตใจที่เคยขุ่นมัวก็กลับสว่างใส มีแต่ความรู้สึกเบาสบายๆเหลืออยู่เท่านั้น

ฉันไม่ทราบว่าจะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่าอะไรดี รู้แต่เพียงว่าฉันสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ช่วยเยียวยาร่างกายและจิตใจของฉันเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูดใดๆได้
วันนี้ คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเองเจ็บป่วย แต่ลองมาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพด้วยกันที่ Jirung Health Village กันดีกว่า


เสาวลักษณ์ ปราบปัญจะ



จีรังคลินิก เมดิคัลสปา แอนด์ บิวตี้เซ็นเตอร์
100/123 อาคารว่องวานิชพลาซ่า ชั้น 1R ถนนพระรามเก้า เแขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
โทรศัพท์ 02-645-0120-2 โทรสาร 02-645-0119 email : info@jirungclinic.com www.jirungclinic.com